Tags: รับทำวิจัย รับวิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ spss ปรึกษางานวิจัย รับทํางานวิจัย ด่วน รับจ้างทําวิจัย รับงานคีย์ข้อมูล แบบสอบถาม รับทําวิทยานิพนธ์ราคาเท่าไหร่ รับทำวิจัยออนไลน์ รับวิเคราะห์ spss รับคีย์ ข้อมูล spss ชุด ละ รับทำ spss ด่วน รับแปลผล spss รับจ้าง run spss วิเคราะห์spss+แบบสอบถาม วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล SPSS

ฟ้าทะลายโจร

Tags: รับวิเคราะห์ spss ชลบุรี รับวิเคราะห์ข้อมูล SPSS วิเคราะห์spss+แบบสอบถาม งาน คีย์ ข้อมูล spss รับวิเคราะห์ spss พิษณุโลก รับจ้างทําวิจัย รับวิเคราะห์ spss ราคา รับ คีย์ ข้อมูล spss ชุด ละ รับทำ spss ด่วน รับแปลผล spss รับทำวิจัย ขอนแก่น รับทำ spss งานวิจัย spss สารนิพนธ์ รับจ้าง run spss วิเคราะห์spss+แบบสอบถาม งาน คีย์ ข้อมูล spss รับวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ spss ราคาเท่าไร รับวิเคราะห์ spss เชียงใหม่ จ้างทํา วิจัย จ้างทําวิทยานิพนธ์ ที่ไหนดี รับทําวิทยานิพนธ์ spss รับเก็บข้อมูล รับแปลเอกสาร เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก วิเคราะห์ SPSS ชลบุรี ระยอง วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล spss พิษณุโลก Tags: วิตามินบี 9, วิตามิน, สารสกัดวิตามินบี 9, สารสกัด
ความเจ็บป่วยนับเป็นปัญหาสามัญของมนุษย์ทุกคนในทุกวัฒนธรรมได้พยายามแสวงหาทางออกทางสุขภาพและความเจ็บป่วยอย่างต่อเนื่องตลอดมา มนุษย์ได้ทุ่มเทความพยายามในการทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ความเจ็บป่วยและโรคภัยที่คุกคามต่อชีวิตและสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นจากประสบการณ์ได้สั่งสมจนเป็นแนวคิดและระบบทฤษฎีที่มนุษย์ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ภูมิปัญญา และองค์ความรู้ที่มนุษย์ได้สังเคราะห์ขึ้นในแต่ละวัฒนธรรมได้ถูกสะสมและสืบทอดเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติที่แตกต่างกันไป อันเป็นผลมาจากความคิด ความเชื่อและความเข้าใจที่มนุษย์มีให้ต่อสรรพสิ่งและปรากฏการณ์ต่างๆตามการรับรู้ของตน มนุษย์ในแต่ละวัฒนธรรมจึงมีโลกทัศน์ที่แตกต่างกัน มีระบบวิธีคิด ความเชื่อและอธิบายปรากฏการณ์ความเจ็บป่วยที่แตกต่างกันออกไป (วันดี กฤษณพัช, 2539)

ภูมิปัญญาการใช้ฟ้าทะลายโจร
การรักษาโรคด้วยฟ้าทะลายโจร เป็นการรักษาโรคด้วยการใช้สมุนไพรทะลายโจรเป็นยาในการรักษาโรคตามแบบการแพทย์แผนไทย โดยใช้กระบวนการทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด รักษา ป้องกันโรค หรือส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์ และให้ความหมายรวมถึงการเตรียมผลิตยาแผนไทย และการประดิษฐ์อุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ โดยอาศัยความรู้หรือตำราที่ได้ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมา (ชลธี กออำไพร และชาลี พุกศิริ, 2550)

สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการหวัด และเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานอ่อนลง การรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย ร้อนในจะหายไป และสมุนไพรฟ้าทะลายโจรดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยังป้องกันตับจากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.) Wall.ex Nees
ชื่อสามัญ : Kariyat , The Creat
วงศ์ : ACANTHACEAE

ชื่ออื่น : หญ้ากันงู (สงขลา) นํ้าลายพังพอน ฟ้าละลายโจร (กรุงเทพฯ) ฟ้าสาง (พนัสนิคม)เขยตายยายคลุม สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) เมฆทะลาย (ยะลา) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 30-70 ซม. ทุกส่วนมีรสขม กิ่งเป็นใบสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยว แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อย กลีบดอกสีขาวโคนกลีบติดกัน ปลายแยก 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ มีเส้นสีม่วงแดงพาดอยู่ ปากล่างมี 2 กลีบผล เป็นฝัก เมื่อแก่เป็นสีนํ้าตาล แตกได้ ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ใบสด ใบแห้ง ใบจะเก็บมาใช้เมื่อต้นมีอายุได้ 3-5 เดือน

สภาพแวดล้อม : ฟ้าทะลายโจรชอบอากาศร้อนชื้น พบมากในจีน อินเดีย ไทย มักขึ้นเองตามป่า เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่เลือกดิน แต่โตดีในดินร่วนซุย ระบายนํ้าดี ชอบแดดปานกลาง ถ้าอยู่ในที่ร่มทึบเกินไปจะทำให้โตช้า ถ้าโดนแดดจัดเกินไปจะทำให้ใบเล็กและเป็นสีม่วง

วิธีปลูก / ดูแล : ใช้กิ่งปักชำได้แต่เพาะเมล็ดง่ายกว่า เวลางอกเป็นต้นจะขึ้นพร้อมเพรียงกันสวยงาม เมล็ดเก็บจากฝักแก่สีนํ้าตาลเข้ม เปลือกหุ้มแข็ง ก่อนหว่านควรกระตุ้นการงอกโดยนำเมล็ดไปแช่นํ้าธรรมดาสัก 2คืนหรือแช่นํ้าร้อน 80-100 องศาเซลเซียส ประมาณ 5-10 นาที ฟ้าทะลายโจรควรปลูกในที่มีไม้ใหญ่ช่วยบังแดดให้บ้าง แต่ยังได้แดดพอสมควร ไม่ร่มเกินไปเหมาะจะปลูกในพื้นที่ว่างระหว่างแถวไม้ผล ควรปลูกในหน้าฝน โดยเฉพาะต้นฝนราวเดือนเมษายน-ต้นพฤษภาคม ช่วงนี้เมล็ดจะงอกดีมาก ถ้าปลูกหน้าแล้งต้นจะเล็กไม่ค่อยมีใบ โดยทั่วไปปลูกโดยไม่ต้องทำแปลง ยกเว้นพื้นที่ค่อยข้างลุ่มก็อาจทำแปลงยกร่องกว้าง 1-2 เมตร ไถพรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก พอประมาณไม่ต้องมาก ถ้าดินร่วนซุยอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วก็แทบไม่จำเป็น หากมีเมล็ดมากพอและพื้นที่กว้าง ใช้วิธีหว่านเมล็ดโดยผสมกับทรายหยาบ เพื่อช่วยให้หว่านง่ายขึ้น หว่านให้หนาสักหน่อยถ้าหว่านบางเกินไปฟ้าทะลายโจรจะขึ้นสู้หญ้าไม่ได้ แต่หนาเกินไปก็สิ้นเปลืองเมล็ด หากเมล็ดมีจำกัดใช้จอบขุดเป็นร่องตื้นๆ ระหว่างแถวห่างกัน 40 ซม. โรยเมล็ดลงในร่องแล้วกลบดินพำบางๆ พอไม่ให้เห็นเมล็ด หรือใช้เมล็ดหยอดหลุม ขุดหลุมลึก 3-4 ซม. แต่ละหลุมห่างกัน 30 ซม. หยอดหลุมละ 3-5 เมล็ด แล้วเกลี่ยดินกลบ ปลูกเสร็จใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมแปลง รดนํ้าให้ชุ่ม ช่วงเมล็ดเริ่มงอกหากฝนไม่ตกควรดูแลอย่าให้ขาดนํ้า พอต้นโตขึ้นไม่ต้องดูแลมาก หากฝนทิ้งช่วงอาจรดนํ้าให้บ้าง ถ้ามีวัชพืชขึ้น ให้ถอนหรือใช้จอบดาย ในกรณีที่ปลูกเป็นแถวหรือหยอดหลุมจะดูแลได้ง่ายกว่า ช่วงปลายฝน อาจพบหนอนผีเสื้อมากัดกินใบ ควรเก็บเกี่ยวก่อนที่แมลงจะเริ่มระบาด หลังเก็บเกี่ยวแต่ละครั้ง หากใส่ปุ๋ยคอกจะเร่งให้ต้นยอดและกอใหญ่ขึ้น ฟ้าทะลายโจรปลูกครั้งเดียวก็พอ ในปีต่อๆ ไปก็จะเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องปลูกอีก

เก็บเกี่ยว : ต้นฟ้าทะลายโจรเริ่มเก็บใบเมื่ออายุได้ 3-4 เดือน (110-120 วัน) เป็นระยะที่ฟ้าทะลายโจรเติบโตเต็มที่ และเริ่มออกดอก ใช้กรรไกรตัดหรือใช้เคียวเกี่ยวมาทั้งต้น เหลือตอไว้ 10-15 ซม. เพื่อให้แตกยอดและกอใหม่ เก็บได้ปีละ 2 ครั้ง ปลูกต้นฝนจะเก็บเกี่ยวครั้งแรกราวปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นสิงหาคม หลังจากนั้น 3 เดือนหรือต้นหนาวก็เก็บได้อีก

สรรพคุณของฟ้าทะลายโจรมี 4 ประการ
1. แก้ไข้ทั่ว ๆ ไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
2. ระงับอาการอักเสบ พวกไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนัง ฝี
3. แก้ติดเชื้อ พวกทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ
4. เป็นยาขมเจริญอาหาร

การที่ฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณ 4 ประการนี้ จึงแสดงให้เห็นว่า ตัวยานี้เป็นยาที่สามารถนำไปใช้กว้างขวางมาก จากเหตุผลที่ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ระงับการติดเชื้อหรือระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้

Tags: รับทำวิจัย รับวิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ spss ปรึกษางานวิจัย รับทํางานวิจัย ด่วน รับจ้างทําวิจัย รับงานคีย์ข้อมูล แบบสอบถาม รับทําวิทยานิพนธ์ราคาเท่าไหร่ รับทำวิจัยออนไลน์ รับวิเคราะห์ spss รับคีย์ ข้อมูล spss ชุด ละ รับทำวิจัย ขอนแก่น รับทำ spss งานวิจัย spss สารนิพนธ์ รับจ้าง run spss วิเคราะห์spss+แบบสอบถาม งาน คีย์ ข้อมูล spss รับวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ spss ราคาเท่าไร รับวิเคราะห์ spss เชียงใหม่ จ้างทํา วิจัย จ้างทําวิทยานิพนธ์ ที่ไหนดี รับทําวิทยานิพนธ์ spss รับเก็บข้อมูล รับแปลเอกสาร เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก วิเคราะห์ SPSS ชลบุรี ระยอง วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล spss พิษณุโลก Tags: โควิด-19 ฟ้าทะลายโจร

ข้อควรระวัง : ในการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่สำคัญคือ ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตตํ่าและมีอาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย บางคนเมื่อกินยาฟ้าทะลายโจรแล้วมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย เวียนหัว หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ซึ่งควรหยุดยาทันที ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกินไป เนื่องจากฟ้าทะลายโจรจะทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป

สาระสาคัญในการออกฤทธิ์ลดการอักเสบ
สารสำคัญในการออกฤทธิ์ลดการอักเสบ คือ andrographolide neoandrographolide deoxyandrographolide และ deoxydidehydroandrographolide andrographolide และneoandrographolide จะไปออกฤทธิ์ยับยั้งไซโตคายน์หรือสารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอักเสบ ได้แก่ tumor necrosing factor , platelet activating factor , nitric oxideและ cyclooxygenase-2 เป็นต้น

ฤทธิ์เพิ่มการหลั่งในลำคอ : ฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก ความขมจะเหนี่ยวนำให้การขับนํ้าลายออกมาก จึงทำให้ชุ่มคอ

ฤทธิ์การสร้างภูมิต้านทาน : ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย อาจจะช่วยลดการเจ็บคอเนื่องจากไวรัส

ฤทธิ์ลดไข้ : สารสกัดเอทานอล 85% และ 95% มีฤทธิ์ลดไข้ในสัตว์ทดลองที่ถูกทำให้เป็นไข้ด้วยเชื้อทัยฟอยด์ และยีสต์ขนาด 300 มก./กก. สารที่ออกฤทธิ์ คือ andrographolide แต่สารสกัดนํ้าและสารสกัดเอทานอล 50% ไม่มีฤทธิ์ลดไข้ในสัตว์ทดลองที่ถูกทำให้เป็นไข้ด้วยเชื้อทัยฟอยด์

การทดลองทางคลินิกใช้รักษาอาการไอและเจ็บคอ : ได้ทดลองเปรียบเทียบผลการรักษาอาการไข้และเจ็บคอ เปรียบเทียบกับพาราเซตามอล พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาขนาด 6 กรัมต่อวัน มีอาการไข้และการเจ็บคอลดลง ในวันที่ 3 ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจร 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล แต่หลัง 7 วัน ผลการรักษาไม่ต่าง แต่ผลการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย อันที่เป็นสาเหตุของการเจ็บคอไม่ได้ผล (ชลธี กออำไพร และชาลี พุกศิริ, 2550)

การทดลองทางคลินิกฤทธิ์ป้องกันและบรรเทาอาการหวัด
ฟ้าทะลายโจรให้ผลในการป้องกันหวัดและบรรเทาอาการหวัด การศึกษาในนักเรียนโตในช่วงฤดูหนาว ให้กินยาเม็ดฟ้าทะลายโจรแห้ง ขนาด 200 มก./วัน ในเดือนแรกของการทดลองยังไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่กินยาและกลุ่มควบคุม หลังจาก 3 เดือนของการทดลอง อุบัติการณ์การเป็นหวัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม อัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรเท่ากับ 20% ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการเป็นฟ้าทะลายโจรให้ผลในการป้องกันหวัดและบรรเทาอาการหวัด การศึกษาในนักเรียนโตในช่วงฤดูหนาว ให้กินยาเม็ดฟ้าทะลายโจรแห้ง ขนาด 200 มก./วัน ในเดือนแรกของการทดลองยังไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่กินยาและกลุ่มควบคุม หลังจาก 3 เดือนของการทดลอง อุบัติการณ์การเป็นหวัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม อัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรเท่ากับ 20% ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับ 62% ผลในการป้องกันของยา (the attributable protective effect) เท่ากับ 33% ผลการรักษาของยาเม็ด Kan-Jang จากสารสกัดฟ้าทะลายโจรแห้งในผู้ป่วยโรคหวัด จำนวน 61 คน อายุ 18-60 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 33 คน กินยาเม็ดฟ้าทะลายโจร 1,200 มก./วัน และกลุ่มควบคุม 28 คน กินยาหลอก ประเมินผลจากอาการแสดง (symptoms) เช่น เจ็บคอ นํ้ามูก คัดจมูก ปวดหู ไอ ตัวร้อน ปวดหัว รู้สึกไม่สบายตัว ด้วย Visual Analog Scale (VAS) เพื่อดูคะแนนรวม และประเมินผลจากอาการทางคลินิก (clinical objective findings) ได้แก่ คออักเสบ (rhinitis) ไซนัสและปวดศีรษะ ต่อมนํ้าเหลืองอักเสบ ในวันที่ 4 ของการทดลองกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรจะมีอาการทางคลินิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และมีคะแนนรวมของ VAS มากกว่ากลุ่มควบคุม แสดงว่าฟ้าทะลายโจรขนาด 1,200 มก. จะทำให้ระยะเวลาของโรคหวัดสั้นลง เช่นเดียวกับผลการศึกษาของ Caceres และคณะ ผู้ป่วยโรคหวัด 2 กลุ่ม กลุ่มที่กินยา Kan-Jang จากสารสกัดฟ้าทะลายโจรขนาด 1,200 มก./วัน จำนวน 102 คน และกลุ่มควบคุมกินยาหลอก จำนวน 106 คน นาน 5 วัน วัดผลในวันที่ 0, 2 และ 4 ของการรักษา ใช้แบบประเมินตนเอง VAS ซึ่งมีตัววัดคือ อาการปวดศีรษะ เหนื่อย ปวดหู นอนไม่หลับ เจ็บคอ มีนํ้ามูก phlegin ความถี่และความแรงของการไอ เพื่อวัดความชุกและความรุนแรงของอาการและอาการแสดงของโรคหวัด ผลการทดลองพบว่าวันที่ 2 ของการทดลอง กลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรจะมีอาการเหนื่อยและอาการนอนไม่หลับลดลง ลดอาการเจ็บคอและนํ้ามูก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม วันที่ 4 ของการทดลอง กลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรจะมีความรุนแรงของทุกอาการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยเฉพาะอาการเจ็บคอ นํ้ามูก และปวดหู และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ Melchior J และคณะ ทำการศึกษาในผู้ป่วยโรคหวัด โดยแบ่งการทดลองเป็น 2 การทดลอง คือ การทดลองที่ 1 เป็นการศึกษานำร่องในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่เป็นหวัดและไม่มีอาการแทรกซ้อนของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 23 คน และกลุ่มควบคุม 23 คน ในการทดลองที่ 2 เป็นการศึกษาในระยะที่ 3 (phase III) ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่เป็นหวัดและไม่มีอาการแทรกซ้อนของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเช่นเดียวกัน จำนวน 179 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 89 คน และกลุ่มควบคุม 90 คน ทั้งสองการทดลองกลุ่มทดลองกินยาเม็ดเคลือบนํ้าตาล Kan Jang (ใน 1 เม็ด ประกอบด้วยสารสกัดฟ้าทะลายโจร 85 มก. (andrographolide และ deoxyandrographolide 5.25 มก.) และ Acanthopanax senticosus 9.7 มก. (มี eleutheroside B และ E 2%)) ครั้งละ 3 เม็ด 4 ครั้ง/วัน ระยะเวลาในการรับประทานในการศึกษานำร่อง อย่างน้อย 3 วัน ไม่เกิน 8 วัน และการทดลองระยะที่ 3 รับประทาน 3 วัน ประเมินผลโดยใช้ Clinical Report Form (CRF) แบ่งเป็นแบบประเมินตนเองของผู้ป่วย (symptom score) และ CRF ที่ประเมินโดยแพทย์ (diagnosis score) ผลการทดลองในการทดลองนำร่องคือ ผู้ป่วยยอมรับและทนการใช้ยา (compliance and tolerability) ได้มากกว่า 80% ผลการประเมินตนเองพบว่าคะแนนของอาการที่ดีขึ้นระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน และกลุ่มทดลองมีความแตกต่างของคะแนนรวมมากกว่ากลุ่มควบคุม 30% แต่เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอาการพบว่า กลุ่มทดลองจะมีอาการเจ็บคอลดลง แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการทดลองในระยะที่ 3 พบว่า คะแนนรวมของแบบประเมิน diagnosis score และ symptom score ในกลุ่มทดลองจะแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยคะแนน symptom score และ diagnosis score ของกลุ่มทดลองจะดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม 55 และ 50% ตามลำดับ เมื่อแยกตามอาการกลุ่มทดลองจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ไอ คอแห้ง ลดลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังจากการทดลอง 3 วัน กลุ่มทดลอง 14 ใน 89 คน ต้องการการรักษาเพิ่มเติม ในขณะที่กลุ่มควบคุมต้องการการรักษาเพิ่มเติม 44 คน ใน 90 คน

การศึกษาเปรียบเทียบยา Kan Jang (ประกอบด้วยสารสกัดมาตรฐานจากฟ้าทะลายโจร และยาอื่น) และImmunal (ประกอบด้วยสารสกัดจาก Echinacea purpurea) ร่วมกับการรักษาตามปกติ ในเด็กอายุ 4-11 ปี เป็นหวัดไม่มีอาการแทรกซ้อน ไม่ระบุขนาดยาที่ใช้ กินนาน 10 วัน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่ม A ได้ยา Kan Jang กลุ่ม B ได้ยา Immunal ทั้งสองกลุ่มได้ยาร่วมกับการรักษาตามปกติ ส่วนกลุ่ม C เป็นกลุ่มควบคุม ได้รับการรักษาตามปกติเพียงอย่างเดียว พบว่า การให้ Kan Jang ร่วมกับการรักษาตามปกติให้ผลดีกว่า Immunal และกลุ่มควบคุม โดยเฉพาะในคนที่เริ่มมีอาการระยะแรก อาการที่เห็นได้ชัดว่าบรรเทาลง คือ ลดนํ้ามูก และลดอาการบวมคั่งในจมูก ไม่พบผลข้างเคียง ส่วน Immunal ไม่มีผลดังกล่าว

การศึกษาทางคลินิกในผู้ที่มีอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบนอย่างเฉียบพลัน รวมทั้งกลุ่มอาการไซนัสอักเสบด้วย กลุ่มทดลอง 95 คน รับประทานยา Kan Jang (ประกอบด้วยสารสกัดมาตรฐานของฟ้าทะลายโจร 85 มก. (มี andrographolide 5 มก.) และสารสกัด Acanthopanax senticosus 10 มก. (เท่ากับผงยา 120 มก.)) ครั้งละ 4 เม็ด 3 ครั้ง/วัน กลุ่มควบคุม 90 คน รับประทานยาหลอก ทั้งสองกลุ่มรับประทานยานาน 5 วัน วัดผลโดยให้คะแนนจากการประเมินอุณหภูมิ อาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาการแสดงทางคอ ไอ อาการแสดงทางจมูก ความรู้สึกไม่สบายตัว และอาการทางตา ผลการศึกษาพบว่า คะแนนรวมทั้งหมดของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม โดยจะมีอาการปวดศีรษะ อาการทางจมูก อาการทางคอ และความรู้สึกไม่สบายตัวลดลง ในขณะที่ยังมีไอ และอาการทางตาไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม อุณหภูมิในกลุ่มทดลองจะลดลงปานกลาง

วิธีใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรค
ฟ้าทะลายโจร สามารถนำไปใช้ได้กว้างขวางมาก เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ระงับการติดเชื้อหรือระงับการการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ มีวิธีการใช้ฟ้าทะลายโจรตามกลุ่มอาการต่อไปนี้

1. ใช้แก้ไข้เป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน : ใช้ใบและกิ่ง1กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มนํ้าดื่มก่อนอาหารวันละ2ครั้ง เช้า-เย็น หรือเมื่อมีอาการ

2. ใช้แก้ท้องเสีย ท้องเดิน เป็นบิดมีไข้ : ใช้ทั้งต้นหรือส่วนทั้ง5ของฟ้าทะลายโจร ผึ่งลมให้แห้ง หั่นชิ้นเล็กๆประมาณ1กำมือ (หนักประมาณ 3-9กรัม) ต้มเฉพาะนํ้าดื่มตลอดวัน

3. ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการไอและเจ็บคอ
    3.1 นำใบฟ้าทะลายโจรสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผงละเอียด นำมาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง รับประทาน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 4 เวลา หลังอาหารและก่อนนอน
    3.2 ใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายโจร ขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน

4. ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาฝี/แผล : นำใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ เกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาสุราครึ่งถ้วยชา นํ้าครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนให้เข้ากันดีเทนํ้ากินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกปวดนิดหน่อย

5. ใช้รักษาอาการไข้หวัด เจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ : ใช้ฟ้าทะลายโจรผง ผสมนํ้าผึ้งกวาดคอ และกินยาเม็ด 250 มิลลิกรัม3 เวลา ก่อนอาหาร และก่อนนอน 3-5 วัน เมื่ออาการหาย ก็หยุดยา

6. ใช้รักษาอาการไข้ กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส : ให้ฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3เม็ด 3เวลา ก่อนอาหาร 7. ใช้รักษาอาการไข้ไทฟอยด์ ใช้ฟ้าทะลายโจร3เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร เป็น เวลา 3 สัปดาห์หลังจากนั้น ควรกินยาบำรุงฟื้นกำลังผู้ป่วย ฟ้าทะลายโจร จะทำลายเชื้อไทฟอยด์ ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมนํ้าเหลือง ในผนัง ลำไส้เล็ก ลำไส้ที่เป็นอัมพาต่อยเดิม ก็เริ่มทำงาน ฟ้าทะลายโจร ยังเร่งตับ ให้สร้างนํ้าดี ช่วยย่อยอาหาร

8. ใช้รักษาอาการ โรคตับ : ให้ฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และควร ให้ยาบำรุงร่วมด้วยหลังจากฟื้นไข้แล้ว

9. ใช้รักษาอาการ งูสวัด : ให้ฟ้าทะลายโจรกิน 2-3 เม็ดก่อนอาหาร 3 เวลา เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เนื่องจากงูสวัดเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง จะอยู่นาน 3 สัปดาห์ ถ้าให้ฟ้าทะลายโจรครบตามเวลา งูสวัดจะไม่กลับมาเป็นอีก ส่วนตุ่ม แผลพุพอง ใช้ยาเสลดพังพอนทา หรือใช้ว่านนาคราช หรือใบ จักรนารายณ์ ตำใส่สุรา ใช้ทาหรือพอกก็ได้

10. ใช้รักษาอาการโรคเบาหวาน : ฟ้าทะลายโจร รักษาแผลอักเสบเนื่องจากเบา หวานได้ เพราะฟ้าทะลายโจร ทำไห้ระดับนํ้าตาลในเลือดลดลง ใช้ทั้งกิน ทั้งทา

11. ใช้รักษาอาการริดสีดวงทวาร : ให้กินฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน อาการเลือดออก หรือปวดถ่วงจะหายไป และ ถ่ายได้ สะดวกเป็นปกติ

12. ใช้รักษาอาการแก้เบาหวาน : ใช้ต้นฟ้าทะลายโจร และว่านเอ็นเหลือง กระชาย ทำเป็นยาเม็ดกิน

13. ใช้รักษาอาการ ฝีตะมอย : ให้เอาฟ้าทะลายโจร 5 ใบ ตำผสมเหล้าโรงพอแฉะๆ พอกที่หัวตะมอย และรอบนิ้วที่ปวด แล้วเอาผ้าพันไว้ไม่ให้หลุด วันรุ่งขึ้นจึงแกะออก และทำซํ้าอีกหลายๆ ครั้ง

14. ใช้รักษาอาการแผลบวมอักเสบ : ให้เอาใบฟ้าทะลายโจรแก่ๆ มาตำผสมกับเหล้าขาวพอกทันที ประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงจึงเปลี่ยนยาหนึ่งครั้ง

15. ใช้รักษาอาการตุ่มคันจากน้าเน่า : ให้เอาผงฟ้าทะลายโจรมาละลายนํ้า ไม่ข้นและไม่เจือจางเกินไป ใช้ทาเพียงเดียวประมาณ 15 นาที

16. ใช้รักษาอาการไฟไหม้ น้าร้อนร้อนลวก : ให้เอาใบฟ้าทะลายโจรใบแก่ๆ มาตำให้ละเอียด ผสมนํ้ามันพืชเล็กน้อย ทาทิ้งไว้ 30 นาที หรือ ใช้ใบฟ้าทะลายโจร 100 ใบ ใบไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป นำมาคั่วไฟอ่อนจนไหม้ดำแล้วเทนำมันงาขนาด 100 ซี.ซี. ลงไป คนให้เข้ากัน ใช้ทาแก้ไฟไหม้นํ้าร้อนลวก หรือใช้ใบแห้งบดเป็นผงละเอียด ผสมนํ้ามันพืชทาแผล หรือใช้ใบสดต้ม เอานํ้าที่ต้มเย็นแล้วมาชะล้างบาดแผล

17. ใช้รักษาอาการแผลติดเชื้อมีหนอง : ให้ใช้ใบแห้งบดเป็นผง แช่นํ้าในอัตราส่วนยาต่อนํ้าเป็น 1:4 เอาผ้าพันแผลชุบนํ้ายาปิดแผลติดเชื้อมีหนอง

18.ใช้รักษาอาการผื่นคัน : ให้เอาใบสดมาขยี้ทา หรือเอายาผงมาละลายนํ้าทา หรือให้เอาฟ้าทะลายโจรทั้งต้นทั้งใบมาหั่นขนาดยาวครึ่งนิ้วมาเอาเคี่ยวนํ้ามันมะพร้าว จนต้นยาเปื่อย กรองเอาเฉพาะนํ้าใช้ทา

19. ใช้รักษาอาการโรคผิวหนัง : ใช้ใบฟ้าทะลายโจรสดตำรักษาโรคผิวหนัง

20. ใช้รักษาอาการเริม : ใช้ใบฟ้าทะลายโจรสดขยี้ทาที่เป็น ขยี้ทาบ่อยๆ ประมาณ 3 วัน หรือใช้ใบสดมาตำให้ละเอียดผสมเหล้าขาว ทาบ่อยๆ ถ้าเจาะตุ่มให้แตกแล้วพอกตอนกลางคืน

21. ใช้รักษาอาการแมงป่องต่อย : ใช้ใบสดมาตำผสมกับเหล้าโรงนิดหน่อย ปิดไว้ตรงที่บวมประมาณครึ่งชั่วโมง

22. ใช้รักษาอาการคอร้อน : ให้เอาผงฟ้าทะลายโจรกวาดคอ แม้ว่าฟ้าทะลายโจรจะมีสรรพคุณที่ช่วยในการรักษาโรค แต่อาจมีอาการที่ไม่พึงประสงค์ เช่นบางรายอาจพบอาการแพ้ ผื่นคัน

ตำรับยาและวิธีใช้
มีตำหรับยาเกี่ยวกับวิธีการใช้ฟ้าทะลายโจรในการดูแลสุขภาพหลายวิธีแต่ละวิธีสามารถปฏิบัติได้ ดังนี้ (ชลธี กออำไพร และชาลี พุกศิริ, 2550)

1. ยาชงมีวิธีทา
    1. เอาใบสดหรือแห้งก็ได้ ประมาณ 5-7 ใบ แต่ใบสดจะดีกว่า
    2. เติมนํ้าเดือดลงจนเกือบเต็มแก้ว
    3. ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือพอยาอุ่น แล้วรินเอามาดื่ม ขนาดรับประทานครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร, ก่อนนอน

2. ยาเม็ด (ลูกกลอน) มีวิธีทำ ดังนี้
    1. เด็ดใบสดมาล้างให้สะอาดผึ่งในที่ร่ม ห้ามตากแดด ควรผึ่งในที่มีลมโกรก ใบจะได้แห้งเร็ว
    2. บดเป็นผงให้ละเอียด
    3. ปั้นกับนํ้าผึ้ง หรือนํ้าเชื่อม เป็นเม็ดขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลือง (หนัก 250 มิลลิกรัม) แล้วผึ่งลมให้แห้ง เพราะถ้าปั้นรับประทานขณะที่ยังเปียกอยู่จะขมมาก ขนาดรับประทานครั้งละ4-10 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร, ก่อนนอน

3. แคปซูล มีวิธีทาคือ : แทนที่ผงยาที่ได้จะปั้นเป็นยาเม็ด กลับเอามาใส่ในแคปซูล เพื่อช่วยกลบรสขมของยา แคปซูล ที่ใช้ ขนาดเบอร์ 2 (ผงยา 250 มิลลิกรัม) ขนาดรับประทานครั้งละ 3-5 แคปซูล วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร ก่อนนอน

4. ยาทิงเจอร์หรือยาดองเหล้า : เอาผงแห้งใส่ขวด แช่สุราที่แรง ๆ เช่น สุราโรง 40 ดีกรี ถ้ามี alcohol ที่รับประทานได้ (Ethyl alcohol) จะดีกว่าเหล้า แช่พอให้ท่วมยาขึ้นมาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน จึงกรองเอาแต่นํ้า เก็บไว้ในขวดให้สะอาดปิดสนิท รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (รสขมมาก) วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร  ยาทิงเจอร์หรือยาดองเหล้ามีฤทธิ์แรงที่สุดเนื่องจากสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) สารในต้นฟ้าทะลายโจร ละลายในแอลกอฮอล์ได้ดีมาก ละลายในนํ้าได้น้อย

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
สุจินดา คุจารีวนิด (2535) ศึกษาการปรับบทบาทของหมอพื้นบ้านในชุมชนไทยลาวจังหวัดนครพนม ศึกษาในเชิงปริมาณและคุณภาพเปรียบเทียบ 2 หมู่บ้านเป็นหมู่บ้านที่หมอพื้นบ้านยังมีบทบาทและไม่มีบทบาทการรักษาโดยการศึกษาหมอพื้นบ้านทุกประเภทที่มีอยู่พบว่ามีเพียง 3 ประเภทที่มีการปรับคือ หมอเป่า หมอเยาและหมอตำแย โดยมีการปรับใน 3 เรื่องคือ วิธีการรักษามีการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาต่อในระบบการแพทย์แผนปัจจุบันมีการปรับขอบเขตกลุ่มอาการโรคลดลงแต่ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มอาการใด ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ระบบการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่สาวารถอธิบายหรือรักษาให้หายได้และประการสุดท้ายคือ การปรับเทคโนโลยีเครื่องมือได้แก่การใช้เครื่องเล่นเทปและตลับแคนมาแทนการเล่นโดยใช้แคนจริง

มะลิ ลิวนานนท์ชัยและกาญจนา ตั้งชลทิตย์ (2534) ศึกษาเกี่ยวกับระบบความคิดความเชื่อและพฤติกรรมการรักษาโรคกระดูกด้วยระบบการแพทย์แผนโบราณโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า หมอรักษาโรคกระดูกแผนโบราณเป็นแพทย์แบบประสบการณ์ ระบบความคิด ความเชื่อและกระบวนการรักษาโรคอาศัยความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดมาผสมผสานกับประสบการณ์ที่ทดลองปฎิบัติผู้รับบริการมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในประสิทธิภาพในการรักษาด้วยระบบการแพทย์แผนโบราณรวมทั้งขาดความเข้าใจถึงระบบการแพทย์แผนปัจจุบันมีทัศนคติและภาพพจน์ที่ไม่ดีต่อการแพทย์แผนปัจจุบัน

พิสุทธิ์ พรสัมฤทธิ์โชค (2536 ) ศึกษาการดูแลการรักษาสุขภาพของชาวบ้าน การใช้สมุนไพรเวลาเจ็บป่วยและความนิยมที่มีต่อแพทย์แผนปัจจุบันกับแพทย์พื้นบ้าน ชาวบ้านนิยมใช้สมุนไพรน้อยลงโดยมองว่าไม่สะดวก ล้าหลัง ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ปลอดภัย เนื่องจากระบบเศรษฐกิจทำให้การทำมาหากินมาถึงจุดที่มนุษย์กลายเป็นผู้ทำลายมากกว่าจะพึ่งพิงธรรมชาติ การใช้ยาสมัยใหม่สะดวกกว่า การใช้สมุนไพรยังมีใช้ในการรักษาโรคบางประเภท คือ โรคกระเพาะ ท้องอืดเฟ้อ ท้องเสีย อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยเฉพาะอาการไฟไหม้นํ้าร้อนลวก มีประสบการณ์ในใช้ว่านหางจระเข้รักษา ( พิสุทธิ์ พรสัมฤทธิ์โชค .2536 : 105 , 209 – 210 )

ชัชวาล นฤพนธ์จิรกุล (2549) ได้ทำการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับบริการ การแพทย์แผนไทยของประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับบริการการแพทย์แผนไทยของประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยประยุกต์ PRECEDE-PROCEED MODEL และทฤษฎีการยอมรับ กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน485 คน ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้วิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไค+สแควร์ สัมประสิทธิ์ สหพันธ์แบบเพียรสัน และสถิติจำแนกพหุ เพื่อหาความสามารถในการทำนาย ผลการวิจับพบว่า ระดับการยอมรับบริการการแพทย์แผนไทย อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.9 ส่วนความสามารถในการทำนาย พบว่า ทั้งสามปัจจัยมีอิทธิพลและสามารถทำนายการยอมรับบริการแพทย์แผนไทยได้ร้อยละ 51.80 โดยการได้รับข้อมูลข่าวสารด้านการแพทย์แผนไทยจากสื่อมวลชนเป็นตัวทำนายการยอมรับบริการการแพทย์แผนไทยที่ดีที่สุดรองลงมาคือความเชื่อด้านการแพทย์แผนไทยการรับรู้ด้านการแพทย์แผนไทยการเข้าถึงแหล่งบริการการแพทย์แผนไทยตามลำดับจึงข้อเสนอแนะว่าควรมีการส่งเสริมหรือจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับตัวแปรที่ทำการศึกษาเพื่อให้เกิดการยอมรับบริการการแพทย์แผนไทยในจังหวัดสุพรรณบุรีเพิ่มมากขึ้น

ฉวีวรรณ ม่วงน้อย (2548) ได้ทำการศึกษาการยอมรับต่อการบริการการแพทย์แผนไทยของบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดสุพรรณบุรี การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการยอมรับต่อบริการการแพทย์แผนไทยของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีโดยรวมและยกรายด้านได้แก่ ด้านการตรวจวินิจฉัยโรคแบบแผนไทย ด้านเภสัชกรรม ด้านรักษาโรค และฟื้นฟูสภาพร่างกาย และด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 2) เปรียบเทียบการยอมรับต่อบริการการแพทย์แผนไทยของบุคลากรที่มีปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันได้แก่ปัจจัยส่วนบุคคลปัจจัยด้านหน่วยงาน และปัจจัยด้านประสบการณ์การใช้บริการการแพทย์แผนไทย 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรค และข้อเสนอแนะต่อการจัดบริการการแพทย์แผนไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างได้แก่ แพทย์ เภสัชกร พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัยในจังหวัดสุพรรณบุรีที่ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 369 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบแบบที วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ครัสคัลวาลิส-เทสต์ และแมนวิทนียย์-เทสต์ ผลการวิจัย พบว่า
    1. การยอมรับต่อบริการการแพทย์แผนไทยโดยรวมของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ในระดับปานกลางคือ มีคะแนนเฉลี่ย 86.08 จากคะแนนเต็ม 135 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 9.08 เมื่อแยกราย ได้แก่ การตรวจการตรวจวินิจฉัยโรคแบบแผนไทย ด้านเภสัชกรรม ด้านรักษาโรคและฟื้นฟูสภาพร่างกาย และด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค อยู่ในระดับปานกลางทุกด้านโดยมีคะแนนเฉลี่ย 18.27 , 17.79 , 32.15 และ 17.88 ตามลำดับ จากคะแนนเต็ม 30 30 50 และ 25 ตามลำดับ และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.51 , 2.80 , 3.51 และ 3.08 ตามลำดับ
    2. บุคลากรสาธารณสุขที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ การศึกษา วิชาชีพ บุคลากรและหน่วยงานที่แตกต่างกัน พบว่า มีการยอมรับการแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประสบการณ์การใช้บริการ ได้แก่ ด้านเภสัชกรรม ด้านรักษาโรคและฟื้นฟูสภาพร่างกาย ด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่แตกต่างกัน พบว่า มีการยอมรับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ด้านการตรวจวินิจฉัยโรคแบบแผนไทยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
    3. ปัญหาและอุปสรรคที่พบมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ บุคลากรขาดคุณภาพ จำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ และสถานที่ใช้ในการจัดบริการไม่เหมาะสม (ร้อยละ 56.8 , 81.9 และ 33.6 ตามลำดับ) ข้อเสนอแนะ 3 ลำดับแรก ได้แก่ ควรมีแผนพัฒนาบุคลากร ควรจัดหาบุคลากรและมอบหมายให้รับผิดชอบงานแพทย์แผนไทยเป็นการเฉพาะ และจัดประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง (ร้อยละ 24.4 , 22.2 และ14.8 ตามลำดับ)

พิบูล กมลเพชร (2548) ได้ศึกษาการใช้สมุนไพรจากหมอพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจับเชิงสำรวจเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จดบันทึก บันทึกภาพและสังเกตแบบมีส่วนร่วมกับกลุ่มหมอพื้นบ้านภูเขียวจำนวน 284 คน ซึ่งมีถิ่นอยู่ใน 17 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อศึกษากระบวนการเก็บเกี่ยวสมุนไพร ชื่อ วิธีปรุง และวิธีการใช้สมุนไพรรักษาผู้ป่วยกับหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์ และมีรายได้จากการรักษาอย่างน้อย 10 ปีติดต่อกัน สถานที่ศึกษาวิจัยได้แก่ ที่ตั้งกลุ่มหมอพื้นบ้าน สมุนไพร และผู้ป่วย ผลจากการวิจัยพบว่า ในจำนวนหมอ 284 คน พบ 43 คน และมีจำนวนนี้มีถิ่นที่อยู่ใน 13 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อายุ 45-87 ปี ประสบการณ์ใช้สมุนไพรรักษาผู้ป่วยอยู่ระหว่าง 12-63 ปี รักษาโรค หรืออาการของโรค 33 ชนิด แบ่งระดับของหมอพื้นบ้านตามรายได้และสมุนไพรที่ใช้ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับผู้เชี่ยวชาญในอาชีพ (3 คน) ระดับอาชีพ (23 คน) ระดับกึ่งอาชีพ (17 คน) แหล่งเก็บเกี่ยวสมุนไพรหลัก คือ ร้านขายยาแผนโบราณที่มีเครื่องบดสมุนไพร การใช้สมุนไพรตั้งแต่ 2 แนวคิด แนวคิดที่ 1 ใช้การออกฤทธิ์ของสมุนไพรไปกดหรือกระตุ้นให้กลไกลในร่างกายตอบสนอง ได้แก่ อาเจียน สำรอก ระบบถ่ายท้อง ขับปัสสาวะ ทำให้เกิดเป็นแผลฝีหนอง โดยมีความเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการล้างพิษ กระทุ้งพิษหรือดูดพิษโรคที่รักษาได้แก่ โรคลมชัก งูมีพิษกัด แผลเปื่อยจากงูมีพิษกัด สุนัขบ้ากัด ตัวอย่างสมุนไพรหลักที่ใช้ คือ ราก โลดทะนงแดงฝนกับเหล้าขาวหรือนํ้าซาวข้าวหรือให้ผู้ป่วยรับประทาน การอาเจียนของผู้ป่วยคือการรักษาพิษงูทุกชนิดกัด สารหนูแดง ผลสลอดและแป้งส่าเหล้า (ยีสต์) บดผสมกันใช้พอกที่บริเวณสุนัขกัด แผลฝีหนองที่เกิดคือเป้าหมายการป้องกัน โรคพิษสุนัขบ้า ฯลฯ แนวคิดที่ 2 ใช้การออกฤทธิ์ของสมุนไพรรักษาโรคหรือโดยตรง สมุนไพรหลักที่ใช้ ได้แก่ จุลินทรีย์ (ยาหมัก) สารหนูแดง ระย่อม สมุนไพรรหัส Pharm001 ฯลฯ โรคที่รักษา ได้แก่ โรคที่เกี่ยวกับตับ ไต หอบหืด เบาหวาน ริดสีดวงทวาร เอดส์ ฯลฯ ตัวอย่างการรักษาอาการหอบหืดระยะเริ่มต้น (ยังไม่ใช่ยาพ่นประเภท steroid หรือมีอาการไม่เกิน 5 ปี) ใช้สมุนไพรข่าแก่บดผสมบอระเพ็ด หมักกับนํ้าตาลทราย 3 วัน แล้วเติมนํ้าสะอาดอัตราส่วน 2 : 2 : 1 : 20 รับประทานเช้าเย็นครั้งละ 30-60 ซีซี ฯลฯ

ศุภยา วิทักษบุตร (2544) ทำการศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการดำรงอยู่ของหมอสมุนไพรพื้นบ้าน กรณีศึกษาอำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของหมอสมุนไพรพื้นบ้าน กรณีศึกษาอำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ใน 2 ตำบล คือ ตำบลตองโขม และตำบลด่านม่วงคำ จำนวน 8 หมู่บ้าน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หมอสมุนไพรพื้นบ้าน จำนวน 12 คน และผู้ที่เคยมารับการรักษากับหมอสมุนไพรพื้นบ้านจำนวน 40 คน ใช้ระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้าตั้งแต่เดือนกันยายน-พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ยร้อยละ และนำเสนอแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลจากศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการดำรงอยู่ของหมอสมุนไพรพื้นบ้าน มีดังนี้ ปัจจัยด้านพฤติกรรมของหมอสมุนไพร เป็นหมอสมุนไพรประกอบคาถาอาคมร้อยละ92.30 นับถือศาสนาพุทธ รักษาศีลห้า ศีลแปด มีการบวชเรียนมาก่อน ถือข้อห้ามอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างในสังคม รักษาโรคด้วยพิธีกรรมที่น่าเชื่อถือ ศรัทธา มีการไหว้ครู ปลุกเสกคาถาอาคม ทำสมาธิ ทำให้การรักษามีผลทั้งทางกายและจิตใจ ผู้ป่วยเกิดขวัญและกำลังใจหายจากโรค และมีผู้มารับการรักษาเพิ่มขึ้น ปัจจัยด้านผู้มารับการรักษาส่วนมากมีอาชีพเป็นเกษตรกร อายุระหว่าง 31-50 ปี ทำงานหนัก รับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ พักผ่อนไม่เพียงพอ สภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถต้านทานโรคได้ ก่อให้เกิดโรคปวดหลัง ปวดเมื่อย ปวดตามกล้ามเนื้อ นอนไม่หลับ กระดูกเสื่อม ไขข้ออักเสบ โรคมะเร็ง มดลูกอักเสบ โรคเบาหวาน โรคนิ่ว โรคไต เป็นต้น และเพศหญิงมารับการรักษามากกว่าเพศชาย

พิสิฏฐ์ บุญไชย (2541) ทำการศึกษาเรื่องยาสมุนไพรกับวิถีชีวิตของชาวอีสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติของหมอสมุนไพร ศึกษาปัจจัยที่ทำให้เป็นหมอสมุนไพร ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม การใช้สมุนไพร ศึกษาการรักษาโรค ปัญหาและความต้องการของหมอสมุนไพร การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารและประวัติศาสตร์การบอกเล่าเลือกกลุ่มตัวอย่างได้หมอสมุนไพรได้ 10 คน ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระจายจากเขตอีสานเหนือ อีสานกลาง และอีสานใต้ และเลือกกระจายในกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มไทย-ลาว ผู้ไทย ย้อ และเขมร ผลการศึกษาพบว่า หมอสมุนไพร มีประวัติส่วนบุคคลจบประถมศึกษาปีที่4 อาศัยอยู่ในชนบทมีประสบการณ์เรียนรู้เรื่องสมุนไพรจากประสบการณ์จริงในลักษณะการเก็บหาสมุนไพรและรักษาผู้ป่วยจากผู้เป็นครูจนศิษย์เกิดความรู้ความชำนาญมากครูผู้ถ่ายทอดวิชาสมุนไพรเป็นญาติที่ใกล้ชิด เช่น พ่อ ตา ลุง เป็นต้น ส่วนสาเหตุของการเป็นหมอสมุนไพร พบว่า หมอสมุนไพรทุกคนมีความสนใจเรื่องสมุนไพรตั้งแต่อายุยังไม่มาก ต้องการนำความรู้รักษาสมาชิกในครอบครัว ญาติ และเพื่อนบ้าน และต้องการสืบทอดวิชาต่อจากบรรพบุรุษ คุณสมบัติของหมอสมุนไพร พบจากการศึกษาว่า ต้องปฏิบัติตนนับถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด มีจิตใจเมตตา กรุณา ไม่มักได้ ไม่เรียกรับค่ารักษาเกินกว่าครูหรือตำรากำหนดไว้หมอสมุนไพรที่อายุมากเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์มากพยายามมีบทบาทในเรื่องการถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพรแก่คนรุ่นหลังปัจจุบันหมอสมุนไพรบางคนได้เปลี่ยนบทบาท ขายสมุนไพรให้ผู้ป่วยเพื่อเป็นรายได้เสริมแก่ครอบครัว การรักษาผู้ป่วย ตั้งแต่สมัยก่อนได้มีพิธียกครูก่อนการรักษาแต่ปัจจุบันไม่เคร่งครัด โดยเฉพาะอาการไม่หนัก ผู้ป่วยจะซื้อยาไปรับประทานที่บ้าน เพราะความเจริญก้าวหน้าของสังคมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตามหมอสมุนไพรบางคนยังยึดถือความเชื่อดั้งเดิมอยู่ เช่น การเก็บสมุนไพรต้องเก็บวันอังคาร ไม่ให้ทับเงาตัวเอง มีคำขอจากเทพผู้รักษาสมุนไพร มีคาถาปลุกยา การรักษาผู้ป่วยหรือจะใช้ยาต้องมีพิธีกรรมและมีคาถากำกับสำหรับแนวโน้มเรื่องสมุนไพรกับคนอีสาน พบว่า หมอสมุนไพรและยาสมุนไพรยังมีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตคนอีสาน เพราะเป็นการแพทย์พื้นบ้าน ที่มีการรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลของรัฐไม่หายจะเลือกมารักษาโดยหมอสมุนไพร หมอสมุนไพรจึงเป็นที่พึ่งสุดท้ายและเป็นการรักษาทางด้านจิตใจของผู้ป่วยปัญหาเกี่ยวกับสมุนไพร พบว่า แหล่งสมุนไพรธรรมชาติกำลังจะหมดไปบางอย่างเริ่มหายากควรส่งเสริมให้อนุรักษ์แหล่งสมุนไพรธรรมชาติ และปลูกสมุนไพรเอง ควรส่งเสริมให้ถ่ายทอดความรู้จากหมอสมุนไพรรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นใหม่อย่างเร่งด่วน เพราะเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีประโยชน์มาก และส่งเสริมช่วยเหลือหมอสมุนไพรรุ่นเก่าให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

บรรณานุกรม
ชลธี กออำไพร และชาลี พุกศิริ. (2550) การศึกษาภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อการรักษาโรคโดยการใช้ฟ้าทะลายโจร. โปรแกรมวิชาสาธารณสุขชุมชน. มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร
พเยาว์ รอดโพธิ์ทอง.(2535, กันยายน- ธันวาคม ). “สวยด้วยสมุนไพร”วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 7(3):51-53.
พร้อมจิต ศรลัมพ์.(2537).สมุนไพรและยาที่ควรรู้.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ: อาร์ ดี ที.เพื่อนธรรมชาติ. (2542, กรกฎาคม-กันยายน)7(3):51-53.
ลัดดาวัลย์ บุญรัตนกรกิจ.(2541). “โอกาสและทางเลือกของสมุนไพรไทย”ศรีนครินทรวิโรฒสาร. 3(1):43-51.
วรพรรณ หาญวงค์ไพบูลย์ และสินีนุช นิมิตดี.(2539). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ.กรุงเทพฯ:โครงการพิเศษตามหลักสูตรเภสัชศาสตรบันฑิต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
วันทนี สว่างอารมณ์.(2542).เอกสารคาสอนรายวิชาพืชเครื่องเทศและสมุนไพร.กรุงเทพฯ:ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา.
วันดี กฤษณพัช.(2539).สมุนไพรสารพัดประโยชน์.กรุงเทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
วิลชณย์ ภูขมัง.(2539).ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่งเสริมสมุนไพรของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตาบล จังหวัดกาฬสินธุ์.ปริญญานิพนธ์ วท.ม.(การจัดพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์)กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถ่ายเอกสาร.
ศศิธร วสุวัต.(2535,กันยายน-ธันวาคม). “วิวัฒนาการของการใช้ประโยชน์สมุนไพรไทย.วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี.7(3):7-12.มทรง ณ นคร และคณะ.(2538, ตุลาคม-ธันวาคม) “ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับสมุนไพรรักษาโรค, ศรีนครินทร์เอกสาร.10(4): 152-160.

เผยแพร่ให้ความรู้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และบุคคลทั่วไป
ไม่ใช่เพื่อการค้า อนุญาตแบบเดียวกัน

หน้าแรก